0
เคล็ดลับการเก็บเงิน เงินรั่วบ่อยต้องบริหารอย่างไรให้มีเงินเหลือเก็บ

เรื่องของเงินนั้นเป็นอะไรที่ใกล้ตัวเรามาก เพราะต้องใช้จ่ายอยู่ทุกวันและค่อนข้างสำคัญกับชีวิต แต่จะมีสักกี่คนที่บริหารเงินเป็นมีเงินเหลือเก็บไม่เดือดร้อน เพราะปัจจุบันอะไรก็แพงไปหมด ค่าครองชีพสูงขึ้นแต่รายได้เท่าเดิม แต่ละเดือนแทบไม่พอใช้ ดังนั้นวันนี้เราจึงมีเคล็ดลับการเก็บเงินสำหรับคนที่กระเป๋ารั่วบ่อยๆ มาฝากกัน ทำยังไงให้มีเงินเหลือเก็บ
1.ใช้ชีวิตตามมาตรฐานเดิม
เป็นธรรมดาของมนุษย์ที่อยากได้อยากมี เห็นอะไรสวยๆ งามๆ ก็อยากซื้ออยากเป็นเจ้าของ อันนั้นก็ต้องมี อันนี้ก็ต้องโดน จริงๆ แล้วเราสร้างมาตรฐานชีวิตขึ้นมาเอง สร้างกรอบขึ้นมาเอง เพราะของบางอย่างเราไม่จำเป็นต้องมีก็ได้ เอาเงินส่วนที่ใช้จ่ายฟุ่มเฟือยมาเก็บไว้ จะทำให้มีเงินเหลือออมเอาไว้ใช้ในอนาคตหรือซื้อสิ่งใหญ่ๆ ที่จำเป็นได้
2. ลดมาตรฐานการใช้ชีวิตลง
หากว่าเป็นคนที่ตั้งมาตรฐานชีวิตเอาไว้สูงเกินกว่าจะไปถึงในระยะเวลาอันสั้น อย่างเช่นต้องมีคอนโดแพงๆ มีรถหรูๆ แต่ไม่สอดคล้องกับเงินเดือนที่ได้ ก็ให้ลดมาตรฐานลงมาหน่อย เพราะจะทำให้เครียดกับการหมุนเงินไม่ทัน จนอาจเป็นหนี้เป็นสินได้ หากว่าเงินเดือนที่ได้นั้นไม่เพียงพอต่อค่าใช้จ่าย หากเช่าคอนโดหรือเช่าหอพักอยู่แล้วค่าใช้จ่ายแพง ก็กลับไปอยู่บ้านจะได้ประหยัดเงินในส่วนนี้
3. ขายรถหรือย้ายไปอยู่ใกล้ที่ทำงาน
ถ้าเกิดมีรถและที่ทำงานอยู่ใกล้ๆ หรือในอนาคตคิดว่าจะมีการเปลี่ยนที่ทำงานก็ลองคิดดูว่า งานของคุณนั้นเป็นงานประเภทไหนออฟฟิศส่วนใหญ่มักจะอยู่ในแถบที่รถไฟฟ้าหรือรถไฟฟ้าใต้ดินเชื่อมต่อถึง ก็ควรขายรถเพื่อนำเงินส่วนนี้มาเก็บออม การมีรถส่วนตัวนั้นสบายต่อการเดินทางก็จริง แต่ก็ต้องจ่ายค่าน้ำมัน ค่าซ่อมบำรุง ค่าประกันแถมบางคนยังต้องจ่ายค่าที่จอดรถอีก

0
วางแผนรัดเข็มขัดรายจ่าย ก่อนที่เงินในกระเป๋าจะติดลบ

สิ่งหนึ่งที่มองข้ามไม่ได้เลยคือ รายจ่ายประจำวันไหนจะค่ารถ ค่ากิน ค่าจิปาถะ จนลืมไปว่าบางอย่างไม่ต้องซื้อไม่ต้องจ่ายก็ได้ ซึ่งเงินส่วนนี้แหละจะสูญไปโดยเปล่าประโยชน์ ทำให้บางเดือนติดลบอย่างไม่รู้ตัว ดังนั้นก่อนที่จะสายเกินไป ลองมารัดเข็มขัดตัดรายจ่ายที่ไม่จำเป็นออก และคำนวณเงินให้ดีเพื่อไม่ให้เงินติดลบไม่พอใช้กันดีกว่า
1. ค่าเดินทาง
หลายคนสิ้นเปลืองค่าเดินทางเพื่อแลกกับความสะดวกสบาย ใช้รถส่วนตัวหรือนั่งแท็กซี่ในขณะที่อยู่ใกล้ออฟฟิศเพียงนิดเดียว เป็นการสิ้นเปลืองโดยใช่เหตุ ให้ลองเปลี่ยนมาใช้บริการรถสาธารณะดู ซึ่งปัจจุบันมีทั้งรถไฟฟ้าและรถใต้ดินที่ประหยัดเรื่องเวลาและประหยัดเงินไปในตัว
2. ค่าโทรศัพท์
เดี๋ยวนี้ใครๆ ก็ติดต่อสื่อสารกันทางโซเชียลมีเดียกันหมดแล้ว ดังนั้นไม่จำเป็นต้องใช้แพคเกจที่มีค่าโทรศัพท์ จะเป็นการสิ้นเปลืองโดยใช้เหตุ ให้เลือกแพคเกจที่เกี่ยวกับเน็ตโทรศัพท์ไปเลย จะได้ไม่ต้องเสียทั้งสองทาง เดี๋ยวนี้แอพฯ โทรฟรีมีเยอะแยะ ทั้ง facebook, line, wechat, skype และอีกหลากหลายแอพฯ ที่ใช้ติดต่อสื่อสารกันได้โดยไม่จำเป็นต้องโทรออก
3. ค่าสินค้าอุปโภคบริโภค
บางครั้งคนเราก็ใช้จ่ายกับเรื่องพวกนี้จนเกินงบประมาณที่ตั้งไว้ ของบางชิ้นราคาเล็กน้อยแต่พอหยิบมากเข้าก็หลายเงิน ดังนั้นวิธีประหยัดคือซื้อแต่สิ่งที่จำเป็นเท่านั้น อะไรที่ยังไม่จำเป็นก็เอาไว้ก่อนเดี๋ยวค่อยซื้อ แต่หากไม่รู้ว่าอะไรจำเป็นบ้าง ก็ให้ร่างแผนการใช้จ่ายเงิน ลิสต์สิ่งที่จำเป็นต้องใช้ประจำเดือนลงไป เท่านี้ก็จะทราบแล้วว่าอะไรที่ต้องซื้อและอะไรที่ไม่ควรซื้อ

0
ออมเงินด้วยการซื้อประกันสุขภาพ ดีอย่างไร

เพราะเรื่องเจ็บป่วยเป็นเรื่องที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ บางคนตอนแข็งแรงก็ไมมีอาการใดๆ ทำงานแทบทั้งวัน นอนไปไม่กี่ชั่วโมง แต่พออาการมันปะทุขึ้นมา ก็เป็นหนักและเรื้อรังเกินกว่าจะแก้ไขแล้ว ไปหาหมอแต่ละทีประกันสังคมก็ช่วยจ่ายให้ได้ แต่ก็ไม่ครอบคลุมหากต้องนอนค้างโรงพยาบาลหรือเป็นโรคร้ายแรง ค่ารักษาพยาบาลนั้นไม่ใช่ถูกๆ เลย ดังนั้นวิธีที่จะช่วยเซฟเงินตรงนี้ได้ นั่นคือการซื้อประกันสุขภาพ ก็ถือเป็นการออมเงินเพื่อซื้อชีวิตจากความเจ็บป่วยนั่นเอง
1.ซื้อแบบแยกค่าใช้จ่าย กับ ซื้อแบบเหมาจ่าย
ปัจจุบันการทำประกันสุขภาพส่วนใหญ่จะแบ่งออกเป็น 2 แบบคือ แยกค่าใช้จ่ายกับเหมาจ่าย ซึ่งหากเจ็บป่วยไม่บ่อยและค่าใช้จ่ายในการรักษาไม่ได้สูงมากนัก ก็ควรเลือกแบบแยกค่าใช้จ่าย โดยให้เลือกดูโรงพยาบาลที่ได้มาตรฐานและศึกษาราคาค่ารักษา ค่าห้องต่างๆ เมื่อจำเป็นจะต้องพักรักษาตัว จะได้เลือกวงเงินค่าห้องของประกันให้สอดคล้องกับความต้องการ ซึ่งการประกันแบบแยกจ่ายจะต้องดูในส่วนของวงเงินรักษาต่างๆ อย่างค่าหมอ ค่าผ่าตัด ค่ายาเป็น หากเกินวงเงินก็จะต้องจ่ายเอง
2.ซื้อเฉพาะคุ้มครองผู้ป่วยใน กับ ซื้อเพิ่มเติมผู้ป่วยนอก
การซื้อประกันสุขภาพนั้นมีหลายแบบให้เลือกซื้อ จะมีแบบคุ้มครองผู้ป่วยในกับผู้ป่วยนอก สำหรับผู้ป่วยในนั้นจะสามารถเบิกค่ารักษาจากประกันได้จะต้องมีการพักฟื้นในโรงพยาบาลอย่างน้อย 6 – 8 ชั่วโมงเป็นอย่างต่ำและอยู่ในประเภทของ Day Case รักษาเสร็จกลับได้ไม่ต้องแอดมิทนั่นเอง ส่วนผู้ป่วยนอกนั้นหมายถึงผู้ป่วยที่ไม่ต้องมีการพักฟื้นในโรงพยาบาล รักษาเสร็จกลับบ้านได้ ซึ่งจะเป็นการไปรักษาตามคลินิกก็ได้เช่นกัน สามารถเบิกประกันจ่ายแทนได้แต่การทำประกันผู้ป่วยนอกนั้นจะต้องเสียค่าดอกเบี้ยประกันสูงสักหน่อย แต่ก็ช่วยเพิ่มความคุ้มครองให้กับเราได้ยามเจ็บป่วย