0
วิธีเสริมแกร่งพลังทางการเงินอย่างมั่นคง

เดี๋ยวนี้เรื่องของการเงินนั้นเป็นเรื่องใหญ่ที่ต้องสนใจไม่แพ้เรื่องของสุขภาพเลยก็ว่าได้ เพราะหากไม่มีเงินก็คงไม่พ้นความเครียดเข้ามาถามหา เพราะปัจจุบันนี้รายจ่ายเยอะกว่าได้รายได้ จึงต้องบริการจัดการเงินให้ดีๆ เพื่อให้อยู่รอดได้โดยที่มีเงินเก็บด้วย วันนี้เราเลยมีคำแนะนำในการเสริมแกร่งพลังทางการเงินมาฝากกัน ทำอย่างไรถึงจะมีการเงินที่มั่นคงได้
1.เสริมแกร่งด้วยการออมเงินอย่างน้อย 20% ของเงินเดือน
บางคนชอบมีข้ออ้างว่าจะใช้ยังไม่พอเลย แล้วจะเอาที่ไหนมาเหลือเก็บ แต่ปัญหานี้จะหมดไปหากคุณตัดใจ ตัดเงินออกจากเงินเดือน 20% ในวันที่เงินเดือนออก เท่านี้ก็มีให้เหลือเก็บ แต่ก็ต้องบริหารเงินที่เหลืออยู่ให้ดีๆ อะไรที่ประหยัดได้ก็ให้ประหยัด อะไรที่ไม่จำเป็นก็ให้ตัดออกไป เชื่อเถอะว่าในชีวิตเรานั้นมีสิ่งที่ไม่จำเป็นต้องจ่ายอยู่เยอะ
2.เสริมแกร่งด้วยเงินสำรองเผื่อใช้ 6 เท่าของค่าใช้จ่ายต่อเดือน
หมายความว่าเงินส่วนนี้จะถูกนำมาใช้ยามฉุกเฉินต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นอุบัติเหตุ บ้านพัง รถเสียหรือตกงาน ซึ่งสถานการณ์เหล่านี้อาจเกิดขึ้นโดยที่เราไม่ทันตั้งตัว ดังนั้นจึงต้องมีการเตรียมเงินสำรองเอาไว้ใช้จะได้ไม่ต้องไปหยิบยืมคนอื่นและจะได้ไม่มีปัญหาหนี้สะสมด้วย ดังนั้นควรมีเงินเก็บสำรองอย่างน้อย 6 ดือนของรายจ่ายเงินเดือน เช่นค่าใช้จ่ายเฉลี่ยเดือนละ10000 บาท ก็ควรมีเงินเก็บประมาณ 60000 บาทเป็นต้น
3.เสริมแกร่งด้วยการทำประกันชีวิตครอบครัว 3 เท่าของรายได้ต่อไป
เพราะการทำประกันเป็นการคุ้มครองอุบัติเหตุต่างๆ และเรื่องสุขภาพ ซึ่งเหตุไม่คาดฝันอาจเกิดขึ้นได้ แม้จะมีโอกาสน้อยมากก็ตาม แต่หากเกิดขึ้นแล้วก็จะส่งผลที่รุนแรง ดังนั้นการทำประกันครอบครัวเอาไว้ถือเป็นความอุ่นใจ หากเสียชีวิตก่อนวัยอันควร คนข้างหลังจะได้ไม่ลำบาก

0
เสี่ยงที่จะลงทุน ดีกว่าเอาเงินไปฝากเพียงอย่างเดียว

หลายคนเชื่อว่าการลงทุนมีความเสี่ยง จึงไม่กล้าที่จะนำเงินไปลงทุนเพราะกลัวเงินจะหาย เลยตั้งใจจะเก็บเงินไปเรื่อยๆ แต่จริงๆ แล้วการไม่กล้าลงทุนนั้นเป็นเรื่องที่เสี่ยงมากกว่าหลายเท่า เพราะการปล่อยให้เงินอยู่ในธนาคารรู้หรือไม่ว่ามีโอกาสที่จะเงินลดมากกว่าได้เพิ่มเสียอีก
1. มูลค่าเงินลดลง
เพราะอัตราเงินเฟ้อเพิ่มสูงขึ้นทุกวัน ข้าวของเครื่องใช้ต่างๆ มีราคาสูงขึ้นแต่ดอกเบี้ยเงินฝากยังคงเท่าเดิมเพียง 0.5% ต่อปีเท่านั้น ฝากให้ตายก็ไม่รวย กลายเป็นว่าเรามีเงินเท่าเดิมเพิ่มเติมคือของที่แพงขึ้น ก็ไม่ต่างอะไรกับจนลงทุกวันทั้งๆ ที่มีเงินเก็บ ดังนั้นควรเอาไปลงทุนจะคุ้มค่ามากกว่า
2. คุณภาพชีวิตแย่ลง
เรามีเงินฝากเท่าเดิม และไม่ได้มีรายได้มากขึ้น นั่นเท่ากับว่าเงินเราไม่ขยับไปไหนจึงทำให้คุณภาพชีวิตเริ่มแย่ลง บางคนหาสาเหตุไม่เจอและคาดไม่ถึงว่าเพราะการฝากเงินไว้เฉยๆ จะเป็นปัญหาในระยะยาว การฝากเงินนั้นเป็นเรื่องดี แต่ก็ควรหารายได้จากการเอาเงินไปต่อเงินด้วย ส่วนนึงเก็บส่วนนึงลงทุน ทำให้การเงินมีความบาลานซ์
3. มีเงินไม่พอทำตามฝัน
เพราะมัวแต่เงินที่มีจะหมดไปเลยไม่กล้าเอาไปทำอะไรสักอย่าง ได้แต่ฝากไว้นอนนิ่งๆ ในธนาคาร จึงไม่ได้นำเงินไปทำตามความฝันที่ต้องการ อย่างเช่นซื้อบ้าน ซื้อรถและทำธุรกิจเป็นต้น ดังนั้นควรนำเงินมาต่อยอดเพื่อทำให้เงินงอกเงยขึ้น ดีกว่าเก็บเอาไว้โดยที่ชีวิตไม่ได้ก้าวหน้าไปไหนเลย

0
วันหยุดยาวทั้งที วางแผนเก็บเงินเที่ยวกันดีกว่า

วันหยุดยาวทั้งทีคงไม่มีอะไรดีไปกว่าการไปเที่ยวพักผ่อนให้ชุ่มฉ่ำใจ แต่ทว่าการไปเที่ยวหลายๆ วันนั้นก็ใช้เงินไม่ใช่น้อยเลย ไม่ว่าจะในประเทศหรือต่างประเทศ ก็ต้องใช้เงินพอสมควรเพื่อการเที่ยว กิน ดื่มที่ผ่อนคลายดั่งใจนึก ดังนั้นวันนี้เราจะมาแนะนำการวางแผนเก็บเงินเที่ยวให้สนุกไม่ต้องประหยัดแบบอดมื้อกินมือมาฝากกัน
1.เก็บเงินในกระปุกออมสินแบบแยก
จะเที่ยววันหยุดทั้งทีต้องมีการวางแผนกันล่วงหน้าเป็นปีเลยทีเดียว เพราะว่าเราต้องใช้เวลาเก็บเงินแบบที่ไปเที่ยวสบายๆ ไม่กระทบเงินในชีวิตประจำวันนั่นเอง โดยให้เก็บแยกแบงก์กับเหรียญไว้ หากใครมีทุนเยอะหรือขายของที่มีรายได้เข้าทุกวัน ก็อาจจะแยกกระปุกไว้เยอะหน่อย แต่หากใครเป็นพนักงานเงินเดือนก็มีสัก 2 กระปุกพอ
2.แจกแจงรายละเอียดค่าใช้จ่ายที่ต้องใช้
ให้ลองจดรายการดูว่าการไปเที่ยวพักผ่อนในวันหยุดยาวนั้นต้องใช้เงินประมาณเท่าไหร่ สำหรับคนที่คิดว่าจะไปเที่ยวกับทัวร์อาจจะใส่รายละเอียดได้ง่ายหน่อยเพราะมีแค่ค่าทัวร์กับค่าซื้อของเท่านั้น แต่หากไปเที่ยวด้วยตัวเอง ก็ควรลิสต์ให้ละเอียดไปเลย จะได้ทำแพลนเก็บเงินถูก
3.ทำบัญชีเก็บเงินเฉพาะเที่ยว
หากว่าการเก็บเงินเองนั้นเป็นเรื่องที่ยากเกินไป ก็อยากจะแนะนำให้เปิดบัญชีแยกต่างหากเพื่อเอาไว้เที่ยวโดยเฉพาะ จะได้ไม่ต้องกังวลว่าจะเอาเงินออกมาใช้ ให้เก็บออมไว้ทุกเดือนฝากแบบไม่มี ATM ก็ได้จะได้ไม่เอาออกมาใช้ พอถึงวันหยุดยาวก็มีเงินเที่ยวสบายๆ ไม่ต้องรบกวนเงินที่ใช้ประจำวัน

0
เริ่มต้นดีมีชัย เทคนิคการบริหารเงินเมื่อเริ่มทำงานใหม่ควรทำอย่างไรดี

สำหรับคนที่เพิ่งเริ่มทำงานใหม่ๆ นั้น มักจะหมดเงินไปกับสิ่งที่ต้องการมากกว่าจะเก็บออมเพื่ออนาคต บางคนก็เริ่มต้นดาวน์บ้านดาวรถพร้อมๆ กันโดยไม่ได้คำนึงว่าเงินเดือนจะพอใช้หรือเปล่า ดังนั้นวันนี้เราก็มีคำแนะนำดีๆ ในการบริหารเงินสำหรับคนที่เริ่มทำงานใหม่มาฝากกัน
ซื้อบ้านก่อนหรือซื้อรถก่อน?
เป็นคำถามที่ต้องถามตัวเองซะก่อนเมื่อเพิ่งเริ่มทำงาน เพราะหากเลือกสองอย่างพร้อมกันอาจจะหนักเกินไปในการผ่อน และในช่วงเริ่มต้นอย่าเพิ่งเป็นหนี้บัตรเพราะจะทำให้ยากต่อการบริหารเงิน ให้โฟกัสไปที่สิ่งใหญ่ๆ อย่างบ้านหรือรถก่อน ลองดูว่าอันไหนสำคัญกว่ากัน หากเลือกบ้านก็ควรดูที่เดินทางสะดวกในการไปกลับว่าจากที่ทำงานมาบ้านนั้นใช้เวลานานแค่ไหน และสะดวกต่อการเดินทางหรือไม่ หากว่าเลือกบ้านที่อยู่ชานเมืองแต่เดินทางลำบากในการทำงานแบบนี้ก็ไม่ควรเท่าไหร่ แม้บ้านจะราคาถูกแต่ต้องแลกกับการเดินทางที่ต้องอาจจะจ่ายแพงขึ้นและเหนื่อยทั้งร่างกาย เลยส่งผลมาถึงจิตใจด้วย และหากเลือกรถก่อน ก็ควรมีที่พักอาศัยแบบถาวรเช่นอยู่กับครอบครัวไปก่อน หรือหากเช่าหออยู่ก็ควรเลือกหอที่ไม่แพงพร้อมกับมีที่จอดรถจะได้สะดวกไม่ต้องเสียค่าเช่าที่จอดรถอีกทอดนึง
วางแผนภาษีอย่างไรให้คุ้มค่าที่สุด
นอกจากการวางแผนบริหารเรื่องที่อยู่อาศัยแล้ว เรื่องของภาษีเงินได้นั้นไม่ควรมองข้ามเพราะว่าหากรายได้ทั้งปีรวมกันมากกว่า 240000 บาท ก็จะต้องเสียภาษีนั่นเอง แต่ทั้งนี้สามารถทำขั้นตอนการลดหย่อนภาษีเงินได้ทั้งของตัวเองและของครอบครัว เช่นการเปิดเงินออกและการลงทุน สมทบกองทุนประกันสังคม หรือสะสมกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ การซื้อหน่วยลงทุนสะสมระยะยาวเป็นต้น ก็จะสามารถนำไปลดหย่อนภาษีได้

0
เทคนิคการจัดพอร์ต คนแบบไหนควรจัดยังไงบ้าง

การลงทุนนั้นควบคู่กับการจัดพอร์ต เพื่อกระจายเงินไปในสินทรัพย์ต่างๆ เพื่อได้ผลตอบแทนที่สูงขึ้น ไม่ว่าจะเป็นตราสารหนี้ หุ้น หรือเงินฝากเป็นต้น ซึ่งการจัดพอร์ตลงทุนนั้นนอกจากกระจายความเสี่ยงแล้วยังลงโอกาสขาดทุนจากภาวะเศรษฐกิจผันผวนอีกด้วย แต่การจัดพอร์ตนั้นคนแบบไหนควรจัดอย่างไร ลองมาดูกันเลย
1. คนที่ไม่อยากเสี่ยง
สำหรับคนชอบความเสี่ยงต่ำนั้น อาจจะต้องลดสเปคการลงทุนลงจะได้ไม่เจ็บตัว เช่นหากกำลังเก็บเงินดาวน์ของชิ้นใหญ่ อย่างบ้านหรือรถ ควรลดสเปคลงมาให้อยู่ในราคาที่ไม่คาดหวังมากเกินไป เพราอาจจะทำให้เงินดาวน์ไม่พอ การเพิ่มพอร์ตลงทุนจะยิ่งทำให้เครียดหนักไปอีกเมื่อไม่เป็นดังหวัง ดังนั้นควรลดสเปคของสิ่งที่อยากได้ลง และลงทุนในพอร์ตเท่าเดิมจะได้ไม่กระทบกับเงินที่ใช้จ่ายและเงินเก็บ
2. คนที่ไม่มีเวลา
สำหรับกลุ่มคนที่ไม่มีเวลาแต่อยากเล่นลงทุนพอร์ต อย่างเช่นทำธุรกิจส่วนตัวไม่เวลาว่างมานั่งจัดพอร์ตหรือเฝ้าดูทั้งวัน หรือทำงานอะไรที่แทบจะไม่มีเวลาว่าง ก็ควรจัดพอร์ตให้เหมาะสมกับชีวิตประจำวัน อาจจะเลือกเป็นพอร์ตสำเร็จรูป หรือให้โปกเกอร์เข้ามาช่วยจัดการดูแลแทน
ก็เป็นทางเลือกของคนที่อยากจะลงทุน คนเป็นคนแบบไหนเหมาะกับการจัดพอร์ตแบบใดก็ค่อยๆ ศึกษากันไป เรื่องของการลงทุนนั้นจะต้องศึกษาให้ลึกเพราะเกี่ยวกับเงินๆ ทองๆ หากเล่นแบบชุ่ยๆ จะมีแต่เสียเงินโดยเปล่าประโยชน์

0
ทำอย่างไรเมื่อญาติมาขอยืมเงิน

เรื่องการโดนหยิบยืมเงินนั้นเป็นเรื่องที่กลืนไม่เข้าคายไม่ออกจริงๆ โดยเฉพาะกับญาติหรือเพื่อนสนิทที่มาหยิบยืม จะด้วยเหตุผลอะไรก็แล้วแต่ ซึ่งหากไม่ได้มากได้มายอะไร ก็อาจจะยังพอช่วยเหลือกันได้บ้าง แต่หากผู้ยืมต้องการเอาไปใช้หนี้ หรือมีเรื่องฉุกเฉินต้องใช้เงินเป็นจำนวนมาก หากเราไม่พร้อมก็คงอึดอัดจะปฏิเสธก็ทำไม่ลง จะให้ยืมก็ไม่ได้เพราะเราเองก็จะเดือดร้อนด้วย ดังนั้นวันนี้เรามีวิธีจัดการกับปัญหานี้มาฝากกัน
1. ให้ยืมเฉพาะเท่าที่เสียแล้วรับได้
เป็นวิธีที่อยู่ระหว่างกึ่งกลางสำหรับคนที่ไม่กล้าปฏิเสธ ก็ให้เฉพาะเท่าที่เราพอมีกำลังและคิดว่าไม่เดือดร้อนถ้าให้ยืมไปในจำนวนเท่านี้ เช่นหากญาติหรือเพื่อนมาขอยืม 10000 บาท ก็ลองมาคิดดูว่าเงินจำนวนนี้เรามีกำลังพอจะช่วยเหลือไหม ถ้าไม่มีก็ให้ลองประมาณในส่วนที่พอจะให้ยืมได้โดยที่ไม่เดือดร้อนเป็นต้น ลองคาดคะเนไว้ล่วงหน้าว่าหากไม่ได้เงินคืน จำนวนเท่าไหร่ที่เราแบกรับกับหนี้จะสูญนี้ได้
2. ถ้าอยากรู้สาเหตุให้ถาม
ก่อนจะให้ญาติยืมเงินควรรู้สาเหตุเสียก่อน ไม่ใช่มาขอยืมก็ให้เลยโดยที่ไม่รู้ว่าเขาเอาไปทำอะไร จำเป็นจริงๆ หรือไม่ โดยเฉพาะหากเราไม่ได้มีเงินถุงเงินถังอะไรมากมาย ก็ควรไถ่ถามกันก่อน เผื่อจะหาทางออกอื่นที่ดีกว่า หรือหากว่าเหตุผลที่ให้มานั้นดูแล้วไม่จำเป็น ก็ควรปฏิเสธไปถ้าเราก็เดือดร้อนเหมือนกัน
3. เขียนลงเป็นลายลักษณ์อักษร
สุดท้ายหากว่าตกลงใจให้ยืมเงิน ก็ควรทำสัญญาเป็นลายลักษณ์อักษร เพราะบางทีสัญญาใจอย่างเดียว อาจจะไม่ได้เงินคืนก็ได้ หรือหากเป็นญาติที่ไม่ค่อยสนิทเท่าไหร่ ก็ควรมีการคิดดอกเบี้ยและมีค่าคิดเงินค่าสายไหมแต่คิดดอกที่ถูกกว่าอัตราเงินกู้จากธนาคารเป็นต้น

0
3 เทคนิคการใช้เงินโบนัสให้คุ้มค่า

เป็นธรรมดาที่พนักงานออฟฟิศเฝ้ารอคอยเงินโบนัส แต่ละที่ก็ให้มากน้อยต่างกันไป แต่อย่างต่ำๆ ก็ 1 เดือนขึ้นไป บางบริษัทใจดีโบนัส 8-9 เดือนก็มี ซึ่งเงินส่วนนี้แหละคือเงินที่สามารถนำไปสร้างสรรค์อะไรที่มันใหญ่ๆ ได้ หลายคนใช้เงินโบนัสไปกับการท่องเที่ยว การจับจ่ายซื้อของใหม่ ซึ่งล้วนแล้วแต่เป็นการนำเงินไปซื้อความสุขในระยะสั้นๆ ทั้งสิ้น วันนี้เราก็มีคำแนะนำเกี่ยวกับการนำเงินโบนัสไปใช้ให้คุ้มค่ามาฝากกัน
1.ซื้ออิสรภาพให้ตัวเอง
เพราะเงินโบนัสที่ได้มาส่วนใหญ่จะได้เป็นก้อน ดังนั้นควรเอาเงินส่วนนี้ไปซื้ออิสรภาพให้กับตัวเองโดยเฉพาะกับคนที่เป็นหนี้อยู่ ไม่ว่าจะเป็นเครดิตหรือบัตกดเงินสด ควรไปเคลียร์และปิดบัตรซะ การใช้บัตรถือเป็นการหมุนเงินก็จริง แต่จะทำให้ต่อไปในอนาคตนั้นลำบากมากขึ้น เงินเดือนก็ใช้ได้ไม่เต็มเพราะต้องเจียดมาจ่ายค่าบัตรต่างๆ เหล่านี้
2.ซื้อความมั่งคั่งและมั่นคง
เงินก้อนนั้นเหมาะกับการเอาไปลงทุนมากกว่าเก็บไว้เฉยๆ ในธนาคาร เพราะดอกเบี้ยต่ำมาก แถมเงินก็เฟ้อขึ้นทุกปีมีแต่ขาดทุนกับอยู่กับที่ แต่ถ้าเอาเงินไปลงทุนก็จะเหมือนกับเป็นการต่อเงินไว้ ทางที่ดีควรเอาแบ่งเงินออกมาลงทุนและเก็บออมด้วย ทำทั้งสองอย่างพร้อมๆ กันเพราะหากเกิดเหตุฉุกเฉินจะได้นำเงินเก็บส่วนนี้มาใช้ได้
3.ซื้อความสุขให้ตัวเอง
แน่นอนว่าเมื่อจัดสรรเงินเป็นอย่างดีแล้ว จะเหลือโบนัสส่วนที่นำมาใช้จ่ายสนองความต้องการของตัวเองได้ โดยจะต้องผ่านการวางแผนและไตร่ตรองมาแล้ว เช่นหากอยากได้กระเป๋าใหม่สักใบ ก็ควรคิดว่าซื้อตอนเซลล์ดีไหมหากเป็นแบรนด์เนมมีราคา หรือหากอยากจะไปท่องเที่ยวก็ควรเลือกไปกับทัวร์ที่เตรียมทุกอย่างเอาไว้ให้พร้อมแล้ว จะได้ไม่เสียเวลาและเสียเงินเพิ่มเป็นต้น

0
ปลดหนี้ยังไงให้หนี้หมดไวแบบติดจรวด

การไม่มีหนี้เป็นลาภอันประเสริฐจริงๆ เพราะมันเป็นการสร้างภาระในอนาคตที่ต้องแบบรับกันยาวๆ แต่บางคนก็หลีกเลี่ยงไม่ได้เพราะบ้านและรถเป็นสิ่งจำเป็นเลยทำให้ต้องเป็นหนี้กันยาวๆ บางคนตอนเริ่มซื้อก็มีกำลังทรัพย์ดี แต่พอผ่อนไปเรื่อยๆ เงินเริ่มไม่พอใช้ อยากจะเคลียร์หนี้ไวๆ วันนี้เราก็มีวิธีปลดหนี้มาฝากกัน เคลียร์ยังไงให้ไวเหมือนติดจรวด
1.เป็นหนี้บ้าน
ถือเป็นหนี้ก้อนใหญ่ที่ต้องผ่อนกันยาวๆ เกินกว่า 10 ปี บางคน 30 ปีกว่าจะชำระหนี้หมด ซึ่งอัตราการกู้ซื้อบ้านไม่ได้สูงมากนัก 6-7% ต่อปี แต่ก็ถือเป็นภาระที่ต้องแบกรับไว้อย่างยาวนาน แต่การจะปลดหนี้บ้านให้หมดไวๆ นั้น จำเป็นต้องโปะหนี้แบบลดต้นลดดอก ซึ่งจะทำให้เซฟค่าดอกเบี้ยคำนวณจากอัตราดอกเบี้ย 6.5% ต่อไป ซึ่งอาจจะหนักสักหน่อยแต่ไม่ต้องเสียดอกเบี้ยแบบบานปลาย
2.หนี้รถ
หนี้ก้อนหนี้ผ่อนไม่กี่ปีก็หมดเพราะไม่ได้แพงเหมือนบ้าน แถมอัตราดอกเบี้ยก็ไม่ได้แพงมากด้วย อยู่ที่ 2.5 – 5% ต่อปี แต่เพราะดอกเบี้ยคงที่เลยทำให้ต้องจ่ายสูงในแต่ละเดือน ดังนั้นให้เลือกผ่อนในระยะเวลาที่สมควรเพื่อที่จะไม่ต้องจ่ายดอกเบี้ยเพิ่มมากขึ้น อาจจะหนักหน่อยในแต่ละเดือน แต่เพื่อแลกกับไม่ต้องจ่ายเบี้ยหัวแตกไปเรื่อยๆ ก็ต้องกัดฟันจ่าย
3.หนี้บัตรเครดิตและบัตรกดเงินสด
เป็นหนี้ที่มีดอกเบี้ยสูงที่สุด แต่ผู้คนก็นิยมเป็นหนี้บัตรประเภทนี้กันมาก ซึ่งการนำเงินในอนาคตมาใช้นั้นหากบริหารไม่ดี ก็มีแต่พังกับพัง เป็นหนี้จนแต่ละเดือนไม่พอจ่าย หรือไม่ก็จ่ายขั้นต่ำไปเรื่อยๆ ไม่รู้จบ ดังนั้นหากไม่จำเป็นอย่างใช้บัตรประเภทนี้ หรือหากอยาเคลียร์หนี้ไวๆ แนะนำให้จ่ายในอัตราสูงสุดต่อเดือน ก็จะทำให้เคลียร์หนี้ได้ไวขึ้น

0
เลิกหาข้ออ้างให้ตัวเอง เพื่อเก็บออมเงินแบบมั่นคง

การเป็นมนุษย์เงินเดือนอย่างเรานั้นแสนลำบาก แต่ละเดือนแทบไม่พอใช้ ชักหน้าไม่ถึงหลังเลยจริงๆ ภาระค่าใช้จ่ายก็มากเหลือเกิน อยากจะมีเงินไปเที่ยวไปกินบางครั้งก็ต้องจำกัด จึงไม่มีเงินพอให้เก็บ บางคนก็มีข้ออ้างว่าค่าใช้จ่ายเยอะเก็บไม่ได้ไม่พอกินบ้างล่ะ วันนี้เราเลยจะมาแนะนำการเลิกหาข้ออ้างเพื่อเก็บออมแบบมั่นคงให้ได้ทราบกัน
1.ข้ออ้างเงินเดือนน้อย
เป็นข้ออ้างยอดฮิตเลยก็ว่าได้ เอาจริงๆ ประชากรกว่า 70% ก็มีเงินเดือนน้อยทั้งนั้น อยู่ที่ว่าใครจะสัดสรรเงินอย่างไร การยกข้ออ้างนี้มาใช้เป็นการบอกปัดเพื่อให้ได้มาซึ่งการใช้จ่ายเกินตัว กลัวจะไม่ได้กินของดีๆ กลัวจะไม่ได้ช้อปปิ้ง ซึ่งจริงๆ แล้วนั้น เงินเดือนน้อยก็สามารถเก็บออมได้ เลิกอ้างแล้วเก็บออมซะ เงินเดือนออกเมื่อไหร่ให้หักมา 20% ก่อนเลยเพื่อเก็บออม เงินที่เหลือก็เอามาจัดสรรให้ดีๆ ส่วนไหนค่าใช้จ่าย ส่วนไหนค่ากิน ส่วนไหนค่าช้อป ทำแบบนี้จะยังใช้ชีวิตได้ตามปกติและยังมีเงินเก็บอีกด้วย
2.ข้ออ้างค่าใช้จ่ายเยอะ
แต่ละคนล้วนมีภาระทั้งสิ้น มากน้อยต่างกันไป บางคนมีภาระเยอะแต่เงินเดือนน้อย บางคนมีภาระน้อยแต่มีเงินเดือนเยอะ ซึ่งความจำเป็นของค่าใช้จ่ายก็ต่างกัน บางคนผ่อนบ้าน รถหรือมีภาระที่ต้องส่งเสียครอบครัว บางคนค่าใช้จ่ายเยอะเพราะต้องซื้อเสื้อผ้ามาประโคมใส่เพื่อหน้าตาทางสังคม ความต้องการล้วนแตกต่างกัน ดังนั้นข้ออ้างนี้ก็มีทางออก แม้ว่าค่าใช้จ่ายจะเยอะแค่ไหน ก็ต้องมีให้เหลือเก็บบ้าง ตัดสิ่งที่ไม่จำเป็นออกให้หมด โดยเฉพาะการซื้อของ 1 แถม 1 แม้จะดูคุ้มค่า แต่ก็ต้องแลกด้วยการจ่ายเงินที่มากขึ้น ดังนั้นเอาเงินส่วนนี้มาเก็บไว้ดีกว่า
3.ข้ออ้างเรื่องอายุ
มีหลายคนเช่นกันโดยเฉพาะผู้ที่เริ่มทำงานใหม่ๆ เห็นว่าอายุยังน้อยอยู่ไม่จำเป็นต้องเก็บเงินเก็บทองก็ได้ เพราะระยะเวลาการทำงานยังอีกยาวไกล ซึ่งการคิดเช่นนี้นั้นผิดมากๆ เพราะว่ายิ่งอายุการทำงานน้อยก็ยิ่งควรเก็บออมให้มาก เพื่อสร้างรากฐานให้กับชีวิตนั่นเอง

0
5 เทคนิคต้องรู้หากอยากเป็นนักลงทุน

ใครๆ ต่างก็อยากมีความมั่นคงทางการเงินทั้งนั้น แหละหนทางที่จะทำให้รวยได้ก็คงไม่พ้นการลงทุนต่างๆ แม้จะมีความเสี่ยงแต่โอกาสที่จะได้ก็มีสูงเช่นกัน การจะลงทุนให้ประสบความสำเร็จนั้นไม่ได้อยู่ที่ว่าลงทุนมากลงทุนนั้น แต่จะต้องมีการวางแผนการลงทุนที่ถูกต้องต่างหาก คือเคล็ดลับสำคัญที่จะนำไปสู่ความสำเร็จได้
1. กำหนดเป้าหมายการลงทุน
อันดับแรกเลยจะต้องมีการกำหนดเป้าหมายก่อน คิดอย่างจริงจังว่าจะลงทุนอะไร ประเภทไหน และอยากลงทุนไปเพื่ออะไร หาเหตุผลและรายละเอียดลึกๆ ไม่ใช่ว่าอยากลงทุนเพราะอยากรวย แค่นี้ยังไม่ใช่การกำหนดเป้าหมายที่ขัดเจนนัก เพราะมันกว้างเกินไปทั้งนี้จะต้องตั้งเป้าไว้เลยว่า การลงทุนในครั้งนี้จะต้องได้กี่บาทภายในระยะเวลากี่ปี เช่นจะมีเงินเก็บจากการลงทุน 1 ล้านบาทภายในเวลา 2 ปีเป็นต้น
2. ลงทุนด้วยเงินเหลือหรือเงินเย็น
เพราะการลงทุนมีความเสี่ยง ดังนั้นไม่ควรลงทุนด้วยเงินร้อนหรือเงินที่ต้องใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน เพราะอาจทำให้มีผลกระทบผูกพันเป็นลูกโซ่ได้ ดังนั้นควรลงทุนด้วยเงินเก็บที่มีอยู่ 6 เท่าของเงินเดือน หากยังไม่ถึงก็อย่าเพิ่งลงทุนเพราะสภาพคล่องทางการเงินยังไม่แข็งพอที่จะลงทุน
3. ทำความรู้จักตัวเอง
ในส่วนของการลงทุนนั้นมีหลายประเภทให้เลือก ก่อนอื่นจะต้องตอบคำถามและสำรวจตัวเองก่อนว่าชอบความเสี่ยงแบบไหน เพราะแต่ละการลงทุนนั้นความเสี่ยงมากน้อยต่างกัน ลองถามตัวเองว่ารับความเสี่ยงได้หรือไม่ ถ้าไม่ก็ควรลงทุนประเภทตราสารหนี้ หรือกองทุนรวมที่มีความเสี่ยงต่ำ